เปิดฟีดโซเชียลมีเดียยามเช้า มาสะดุดตากับสเตตัส ฉันรักเธอมาก ยอมมอบให้ทั้งชีวิต แต่ทำไมเธอถึงไม่ยอมเป็นไปตามที่ฉันต้องการ อ่านแล้วแทบจะสำลักน้ำส้มคั้นสดที่กำลังจิบอยู่ลงคอ นี่มันคำประกาศความรักของคู่แท้ หรือแถลงการณ์ของเจ้าหนี้ดอกเบี้ยโหดที่กำลังตามทวงโฉนดที่ดินกันแน่
ปัญหายอดฮิตที่ทำให้คนเราต้องมานั่งกุมขมับ น้ำตาเช็ดหัวเข่าในความสัมพันธ์ทุกวันนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขารักเราไหม หรือเรารักเขาหรือเปล่า หากแต่มันอยู่ที่คำถามสุดคลาสสิกที่แทงใจดำคนทั้งโลกจนจุกแอ้ก นั่นคือ เวลาที่เราบอกว่าเรารักใครสักคนอย่างหมดหัวใจ แท้จริงแล้วเรารักตัวตนของเขาจริงๆ หรือเราแค่กำลัง หลงรักตัวเองในตัวเขา กันแน่
คิดตามผมดูเถิดครับท่านผู้อ่าน ลองกะเทาะเปลือกคำหวานหยดย้อยที่เคยพ่นใส่กันออกให้หมด แล้วสำรวจความรู้สึกข้างในแบบเนื้อแท้ เวลาที่ท่านบอกว่าท่านตกหลุมรักแม่นางคนสวยหรือพ่อหนุ่มหน้ามนคนนั้น ท่านรักความฝันของเขา รักนิสัยใจคอที่แปลกแยกของเขา รักความบกพร่องที่ไม่ได้ดั่งใจของเขา หรือแท้จริงแล้วท่านแค่เสพติดความรู้สึกฟินยามที่เขาคอยตามใจ คอยส่งข้อความมารายงานตัวทุกสิบห้านาที คอยชื่นชมว่าท่านเป็นคนเก่ง คนดี คนฉลาดที่สุดในสามโลก
พูดกันแบบเปิดอกไม่เกรงใจใคร คนจำนวนมหาศาลไม่ได้ต้องการคนรักหรอกครับ แต่กำลังตามหา กระจกเงาบานใหญ่ ที่สะท้อนภาพความยอดเยี่ยมกระเทียมดองของตัวเองต่างหาก เราชอบตัวเองเวลาที่มีใครสักคนมารองรับอารมณ์ เราหลงระเริงกับภาพลักษณ์ของตัวเองในฐานะผู้ถูกปรนนิบัติพัดวี พอเขาทำตัวน่ารัก เอาอกเอาใจ เราก็ยกป้ายไฟให้คะแนนเต็มสิบ พลางป่าวประกาศว่านี่แหละคือรักแท้ แต่คนโปรดเริ่มเล่นผิดแผน เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง อาการตาสว่างก็ทำงานทันที จากคำว่ารักแท้ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นความหงุดหงิดในพริบตา
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์เราเลยครับ เพราะเรื่องนี้เคยถูกนักคิด นักเขียน และปรัชญาเมธีระดับตำนานชาวฝรั่งเศสนามกระเดื่องอย่าง ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ ชำแหละไว้จนไส้แตกมาตั้งแต่เกือบหนึ่งศตวรรษก่อน ในปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมอันลือลั่น
ซาร์ตร์ได้บันทึกมุมมองเรื่องความรักเอาไว้ในผลงานชิ้นเอกที่ชื่อว่า ความมีอยู่กับความไร้ตัวตน ไว้อย่างเจ็บแสบถึงทรวงว่า แท้จริงแล้ว ความรักคือสงครามแห่งจิตวิญญาณ เป็นสังเวียนการปะทะกันของเสรีภาพที่ไม่มีวันจบสิ้น
ลองจินตนาการตามหลักคิดของซาร์ตร์ดูนะครับ มนุษย์เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับ เสรีภาพอันไร้ขอบเขต เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตและตัวตนของเราเอง แต่ทันทีที่มีมนุษย์อีกคนหนึ่งเดินเข้ามา แล้วทอดสายตามองมาที่เรา สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า ปรากฏการณ์สายตาของผู้อื่น สายตานั้นจะทำการแช่แข็งตัวเราให้กลายเป็นเพียง วัตถุ ชนิดหนึ่งในโลกของเขา เราจะสูญเสียความรู้สึกเป็นเจ้าชีวิตของตัวเองไปชั่วขณะ เพราะเราจะเริ่มแคร์ว่าเขาเห็นเราเป็นคนแบบไหน
และในมิติของความรัก มันยิ่งซับซ้อนและดราม่าหนักข้อขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ซาร์ตร์บอกว่า เวลาที่คนเราอยากให้ใครสักคนมารักเรา เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ร่างกายหรือเนื้อหนังมังสาของเขาเหมือนการซื้อตุ๊กตาหน้าร้านสะดวกซื้อ เพราะถ้าต้องการแค่นั้น มันก็ง่ายดายและไร้ค่าจนเกินไป สิ่งที่ผู้มีความรักโหยหาอย่างแท้จริงคือ เสรีภาพของอีกฝ่าย
ฟังดูหรูหราอลังการใช่ไหมครับ แต่อย่าเพิ่งเคลิ้มตามไปเชียว เพราะสิ่งที่ซาร์ตร์กำลังจะบอกก็คือ เราต้องการให้อีกฝ่าย มีเสรีภาพเต็มร้อย แต่ต้องใช้เสรีภาพทั้งหมดที่มีนั้น มาเลือกที่จะจำนน ยอมสยบ และยกให้เราเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลแต่เพียงผู้เดียว
นี่แหละครับคือความย้อนแย้งระดับพระกาฬที่มนุษย์เราติดกับดักกันทั้งบ้านทั้งเมือง เราอยากครอบครองจิตวิญญาณของเขา อยากให้เขาคลั่งรักเราจนโงหัวไม่ขึ้น อยากให้สายตาของเขาจับจ้องมองมาที่เราคนเดียวเหมือนแฟนบอลสายฮาร์ดคอร์ที่จ้องมองกองหน้าดาวยิงในสนาม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้เขาเป็นหุ่นยนต์ไร้ชีวิต เพราะถ้าเขาเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ คำบอกรักของเขาก็จะไร้ความหมาย เราจึงต้องการให้เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเสรีภาพ แต่เป็นเสรีภาพที่ต้องคุกเข่าศิโรราบอยู่แทบเท้าเราตลอดเวลา
พฤติกรรมแบบนี้ ในทางจิตวิทยาและปรัชญา เขาไม่ได้เรียกว่าความรักบริสุทธิ์หรอกครับคุณพี่ แต่มันคือ ความต้องการครอบครอง และ ความหลงตัวเอง ที่สวมหน้ากากนักบุญเข้ามาจัดฉาก
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนเหมือนผู้จัดการทีมฟุตบอลจอมเผด็จการ ที่ทุ่มเงินก้อนโตไปเซ็นสัญญานักเตะพรสวรรค์สูงระดับโลกมาร่วมทัพ ปากก็แถลงข่าวหวานฉ่ำว่ารักและชื่นชอบสไตล์การเล่นของพ่อหนุ่มคนนี้เหลือเกิน แต่พอเปิดฤดูกาลลงสนามจริง กลับออกคำสั่งห้ามเลี้ยง ห้ามยิงไกล ห้ามโชว์ทักษะส่วนตัว ต้องวิ่งตามช่องที่ผู้จัดการทีมขีดเส้นไว้ให้เท่านั้น พอนักเตะเริ่มอึดอัด เล่นไม่ออก ก็จับดองไว้ข้างสนาม แล้วออกมาให้สัมภาษณ์ประจานว่านักเตะคนนี้หมดไฟและไม่รักสโมสร ทั้งที่ความจริงแล้ว ตัวผู้จัดการทีมเองต่างหากที่ไม่เคยเห็นหัวนักเตะในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ แต่มองเป็นเพียงแค่หมากเบี้ยที่จะเอามาเติมเต็มความทะเยอทะยานของตัวเอง
ในความสัมพันธ์ของคู่รักยุคปัจจุบันก็ไม่ต่างกันเลยครับ หลายคนทำตัวเป็นผู้จัดการทีมชีวิต คอยออกระเบียบจัดตารางการใช้ชีวิตให้แฟนหนุ่มหรือแฟนสาวประหนึ่งตารางฝึกทหารเกณฑ์ วันนี้ห้ามไปสังสรรค์กับเพื่อน ห้ามใส่เสื้อผ้าแบบนี้ ห้ามทำงานล่วงเวลา ห้ามมีสังคมนอกเหนือจากฉัน โดยอ้างเหตุผลยอดนิยมตลอดกาลว่า ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะรักและเป็นห่วง
ถามจริงๆ เถิดครับ นั่นเรียกว่าความห่วงใย หรือเรียกว่าความหวาดระแวงอันเกิดจากอัตตาที่เปราะบางกันแน่
คนที่รักการครอบครอง มักจะมองคนรักเป็นเหมือนถ้วยรางวัลชนะเลิศประจำฤดูกาล เอาไว้ตั้งโชว์ในตู้กระจกเพื่ออวดสายตาประชาชีให้คนอื่นอิจฉาเล่น แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าถ้วยใบนั้นมันมีฝุ่นจับ หรือข้างในมันร้าวระบมแค่ไหน ขอแค่ให้ภายนอกดูเงางามและส่องแสงสะท้อนความสำเร็จของตัวเองได้ก็เป็นพอ
เมื่อไหร่ก็ตามที่อีกฝ่ายเริ่มแสดงตัวตนที่แท้จริง เริ่มมีความคิดเห็นที่ขัดแย้ง หรือเริ่มเรียกร้องพื้นที่ส่วนตัว คนที่หลงตัวเองจะเกิดอาการรับไม่ได้ขึ้นมาทันที จะรู้สึกเหมือนตัวเองโดนหักหน้า โดนลิดรอนอำนาจ และจะเริ่มใช้แท็กติกการตัดพ้อต่อว่า สร้างความรู้สึกผิดให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนเลวในพริบตา ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่พังทลายลงไปไม่ใช่ความรัก แต่เป็นภาพลวงตาแห่งอำนาจที่ตัวเองสร้างขึ้นมาต่างหาก
การจะก้าวข้ามกับดักอันแสนอันตรายนี้ได้ มนุษย์เราต้องหัดแยกแยะเส้นแบ่งระหว่าง ความรัก กับ ความอยากครอบครอง ให้ออกอย่างเด็ดขาด
ความรักที่แท้จริงตามครรลองที่ควรจะเป็น คือการยอมรับใน ความเป็นอื่น ของคนที่เรารัก หมายความว่าเราต้องตระหนักรู้เสมอว่า เขาไม่ใช่ส่วนต่อขยายของร่างกายเรา เขาไม่ใช่แขนข้างที่สามหรือขาข้างที่สี่ที่เราจะสั่งให้ขยับไปทางไหนก็ได้ตามใจนึก แต่เขาคือมนุษย์อีกหนึ่งคนที่มีจักรวาลส่วนตัว มีความฝัน มีความกลัว มีรสนิยม และมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
ถ้าท่านรักดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมรั้ว ท่านจะนั่งมองความงดงามของมัน รดน้ำให้มันเจริญเติบโต และปล่อยให้มันเบ่งบานรับแสงแดดตามธรรมชาติ นั่นคือความรัก แต่ถ้าท่านเห็นดอกไม้งามแล้วทนไม่ไหว ต้องรีบเอามือไปเด็ดมันมาปักแจกันในห้องแอร์เพื่อชื่นชมคนเดียว จนในที่สุดกลีบดอกก็เหี่ยวเฉาแห้งกรอบและร่วงโรยลงถังขยะ นั่นไม่ใช่ความรักครับ แต่มั่นคือความเห็นแก่ตัวของคนที่อยากเสพสุขฝ่ายเดียว
เลิกได้เลิกนะครับ กับพฤติกรรมเรียกร้องให้คนรักมาทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ของตัวเอง ถ้าท่านยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ยามที่ไม่มีใครมาชื่นชม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรักไม่ดีพอหรอกครับ แต่อยู่ที่ตัวท่านเองยังสร้างความเคารพในตัวเองไม่เป็น จึงต้องคอยสูบพลังงานและเสรีภาพจากคนอื่นมาโปะรอยโหว่ในใจ
หันกลับมาสำรวจตัวเอง ดื่มน้ำผลไม้สดให้ชื่นใจ รับประทานขนมขบเคี้ยวรสโปรด ออกไปวิ่งออกกำลังกายรับลมเย็นๆ ให้สารแห่งความสุขหลั่งออกมาตามธรรมชาติ ขัดเกลาจิตใจของตัวเองให้มีความมั่นคงทางอารมณ์ จนกระทั่งท่านสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างสง่าผ่าเผย
เมื่อจิตใจของท่านเต็มอิ่ม ท่านจะไม่มองหาคนรักเพื่อเอามาเป็นทาสรับใช้อัตตา แต่ท่านจะมองหาเพื่อนร่วมทางชีวิต ที่พร้อมจะเดินเคียงข้างกันไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน
จงรักเขาที่เขาเป็นเขา ไม่ใช่รักเขาเพราะเขาทำให้เราดูดีมีระดับ และจงปล่อยให้คนที่เรารักได้มีเสรีภาพในการโบยบิน เพราะความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การขังนกไว้ในกรงทองคำฝังเพชร แต่คือการเปิดประตูกรงไว้ให้กว้างที่สุด แล้วเขาก็ยังเลือกที่จะเกาะอยู่ที่ระเบียงบ้านของเราด้วยความเต็มใจ
หยุดทำตัวเป็นผู้คุมเรือนจำทางอารมณ์ แล้วหันมาเป็นคนรักที่มีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณกันเถิดครับท่านผู้อ่าน ชีวิตคู่จะได้ไม่ต้องกลายเป็นสมรภูมิติดหล่มที่มีแต่ซากปรักหักพัง แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทั้งสองฝ่ายได้เติบโตและเปล่งประกายอย่างแท้จริงครับ
#ความรัก #ความหลงตัวเอง #การครอบครอง #ปรัชญาความรัก #ฌ็องปอลซาร์ตร์ #จิตวิทยาความรัก #เสรีภาพ #ความสัมพันธ์ #การพัฒนาตนเอง