ชำแหละปรัชญาตามหาอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต คนเราเกิดมาแหว่งวิ่น เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งๆ กลางๆ ที่ต้องระหกระเหินเดินโซซัดโซเซไปทั่วสารทิศ เพื่อออกตามหาชิ้นส่วนจิ๊กซอว์อีกครึ่งหนึ่งที่หล่นหายไปในห้วงจักรวาล โอ้โห... อนิจจาชีวิต นี่มันบทละครชีวิตระดับมหากาพย์ หรือมุกตลกฝืดของเหล่าเทวดากันแน่
ลองนึกภาพตามผมดูเถิดครับวันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนเงียบสงบ แทนที่จะนั่งจิบน้ำส้มคั้นสดเย็นชื่นใจ แกล้มขนมปังกรอบรสเนยสดอย่างสบายอารมณ์ หลายท่านกลับเลือกที่จะนั่งเหม่อมองเพดานห้อง ปล่อยให้อาการเหงาจับใจเข้ามากัดกิน แล้วก็เปิดเพลงเศร้าเคล้าน้ำตา พลางรำพึงรำพันกับตัวเองว่า ชาตินี้ตัวเราคงเป็นคนอาภัพ ชะตากรรมเล่นตลกให้เกิดมามีหัวใจเพียงครึ่งดวง เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่หนอ อีกครึ่งหนึ่งที่ฟ้าลิขิตไว้จะเดินเลี้ยวโค้งเข้ามาชนเข้าอย่างจัง เพื่อจะได้ประกอบร่างกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเสียที
ของแทร่เลยครับคุณพี่ ความคิดแบบนี้แหละที่พานักเดินทางในสมรภูมิความรักเดินตกเหวกันมานักต่อนักแล้ว
ย้อนกลับไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น แนวคิดสุดคลาสสิกนี้ไม่ได้เพิ่งจะมาฮิตในยุคที่เราส่งข้อความหากันไวปานกามนิตหนุ่มหรอกครับ หากแต่มีจุดเริ่มต้นมาจากมันสมองของนักปรัชญากรีกโบราณนามกระเดื่องอย่าง เพลโต ที่ได้บันทึกเรื่องเล่าของนักประพันธ์ละครเวทีชื่อ อริสโตฟาเนส เอาไว้ในงานเขียนว่าด้วยความรักอันลือลั่นอย่าง ซิมโพเซียม
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ไม่ได้มีสภาพสองแขน สองขา สองตา หน้าตาจืดชืดเหมือนพวกเราในปัจจุบัน แต่บรรพบุรุษรุ่นแรกเริ่มมีรูปร่างกลมดิ๊กประหนึ่งลูกฟุตบอล มีสี่แขน สี่ขา และมีใบหน้าสองหน้าหันไปคนละทิศละทางบนศีรษะลูกเดียว เวลาจะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องเดินกระย่องกระแย่งให้เมื่อยหัวเข่า หากแต่ใช้วิธีตีลังกากลิ้งหลุนๆ ไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงประหนึ่งพายุหมุน
ที่สำคัญคือ มนุษย์ร่างกลมในยุคนั้นมีพละกำลังมหาศาล มีความมั่นอกมั่นใจในตัวเองสูงลิ่วจนทะลุเพดานฟ้า และเริ่มกำแหงถึงขั้นคิดจะปีนป่ายขึ้นไปท้าทายอำนาจของเหล่าทวยเทพบนยอดเขาโอลิมปัส ร้อนถึง มหาเทพซุส ผู้เป็นประธานใหญ่แห่งสภาเทพเจ้า ต้องนั่งกุมขมับด้วยความหงุดหงิดใจ จะเอาสายฟ้าฟาดให้มอดไหม้ดับสูญไปทั้งหมดก็เสียดายเครื่องเซ่นไหว้ เดี๋ยวจะไม่มีใครคอยจัดหาผลไม้รสเลิศมาถวายสักการะ
มหาเทพซุสจึงปิ๊งไอเดียสุดแสบสันต์ขึ้นมาว่า แทนที่จะลงมือสังหารให้สิ้นซาก สู้จับเจ้าสิ่งมีชีวิตทรงกลมเหล่านี้มาผ่าครึ่งเสียดีกว่า ว่าแล้วก็เอามีดคมกริบมาเฉือนผ่าร่างมนุษย์ออกเป็นสองซีก เหมือนพ่อค้าผลไม้บรรจงผ่าแตงโมลูกโตออกเป็นสองฝั่ง จากเดิมที่มีสี่แขนสี่ขา ก็เหลือเพียงสองแขนสองขาอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน พละกำลังที่เคยเก่งกล้าสามารถดั่งยอดขุนพลก็ลดฮวบลงไปครึ่งหนึ่ง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ เดินเตาะแตะ และที่น่าเวทนาที่สุดคือ บาดแผลทางจิตวิญญาณที่ถูกพรากจากร่างเดิม ทำให้มนุษย์แต่ละซีกต้องใช้เวลาชั่วชีวิตที่เหลืออยู่ วิ่งพล่านกอดรัดทุรนทุรายเพื่อตามหาอีกครึ่งหนึ่งของตนเองที่พลัดพรากจากกันไป
นี่แหละครับคือตำนานปรัมปราอันเป็นรากเหง้าของวาทกรรมประเภท อีกครึ่งหนึ่งของชีวิต หรือการตามหาเนื้อคู่ที่สาบสูญ ฟังดูโรแมนติกหวานซึ้งจนมดแทบจะเดินขบวนขึ้นหน้าจอใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริง หากเราลองกะเทาะเปลือกแห่งความเพ้อฝันออก แล้วมองด้วยสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เราจะพบว่านี่คือกับดักทางความคิดที่บั่นทอนศักยภาพของมนุษย์เราอย่างร้ายกาจที่สุด
คิดดูง่ายๆ หากเราเริ่มต้นปักหมุดในหัวสมองว่า ตัวเราเกิดมาเป็นเพียงแค่ครึ่งมนุษย์ นั่นหมายความว่าเรากำลังตราหน้าตัวเองว่าเป็นของชำรุด เป็นสินค้ามีตำหนิตั้งแต่ออกจากโรงงาน ที่ต้องนอนรอคอยชิ้นส่วนเสริมจากที่อื่นมาประกอบร่างให้เปิดใช้งานได้ แล้วชีวิตนี้จะต้องแขวนความสุข ความมั่นคงทางอารมณ์ และคุณค่าในตัวเองไว้กับใครก็ไม่รู้ที่ยังไม่เคยเห็นแม้แต่เงาหัว
พอคิดว่าตัวเองไม่สมบูรณ์ หลายท่านก็เริ่มแสดงอาการแพ้เสียงในหัว ออกตระเวนตามหาอีกครึ่งหนึ่งด้วยความกระวนกระวายใจ ราวกับคนกำลังจะจมน้ำที่มองหาท่อนไม้ผุๆ สักท่อนมาเกาะพยุงตัว พอเห็นใครเดินผ่านมาหน้าตาดูเข้าที พูดจาไพเราะเสนาะหูหน่อย ก็นึกไปเองว่านี่แหละคือชิ้นส่วนที่พระเจ้าทรงกรุณาส่งลงมาประกบ รีบกระโจนเข้าใส่ ประเคนหัวใจให้เขาทั้งหมดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
แต่พอได้ใช้ชีวิตร่วมกันไปสักระยะ อาการตาสว่างก็เริ่มทำงาน ปรากฏว่าไอ้ครึ่งหนึ่งที่คิดว่าใช่ มันดันกลายเป็นจิ๊กซอว์คนละกล่อง ลวดลายไม่ตรงกัน ขอบมุมไม่พอดี พยายามจะยัดเยียด ดัน ถูไถเข้าไปให้ลงล็อก มีแต่จะทำให้ขอบบิดเบี้ยว ฉีกขาด และเจ็บปวดรวดร้าวกันทั้งสองฝ่าย จากที่คิดว่าจะเข้ามาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่า กลับกลายเป็นการนำเอาความพังทลายอีกหนึ่งก้อนเข้ามาถมทับชีวิตเดิมให้จมดิ่งลงไปยิ่งกว่าเดิม
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน เหมือนทีมฟุตบอลที่ลงสนามไปแข่งขันด้วยผู้เล่นเพียงครึ่งทีม มีกองหลังสองคน กองกลางคนเดียว ไม่มีผู้รักษาประตู แล้วก็ยืนภาวนาว่าเดี๋ยวจะมีกองหน้าเทวดาขี่ม้าขาวลงมาช่วยเล่นในตำแหน่งที่เหลือให้ครบสิบเอ็ดคน มันจะเป็นไปได้อย่างไรในสนามจริง สุดท้ายก็โดนคู่แข่งไล่ยำใหญ่ โดนสับขาหลอกจนหัวหมุน โดนเจาะตาข่ายจนขาดกระจุย เดินคอตกออกจากสนามเหมือนคนเสียสติ
ความจริงที่แสนจะเจ็บปวดแต่จริงแท้แน่นอนก็คือ หลายคนไม่ได้ต้องการตามหาความรักที่บริสุทธิ์ผุดผ่องหรอกครับ แต่กำลังตามหาใครสักคนมารับหน้าที่แบกรับความไม่เอาถ่านของตัวเองต่างหาก ตัวเองเหงา ตัวเองจัดการอารมณ์ไม่ได้ ตัวเองวางแผนชีวิตไม่เป็น ตัวเองไม่มีเป้าหมายในชีวิต ก็เลยหวังลึกๆ ว่าถ้ามีอีกครึ่งหนึ่งเข้ามา ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจะคลี่คลายประหนึ่งมีเวทมนตร์ดลบันดาล ซึ่งนี่ไม่ใช่ความรักตามหลักปรัชญาแล้วครับ แต่มันคือการหาผู้รับเหมามารับช่วงดูแลชีวิตที่คาราคาซังต่างหาก
คุณผู้อ่านทั้งหลายฟังไว้นะครับ คนที่คิดว่าตัวเองขาด มักจะดึงดูดคนที่ขาดพอกันเข้ามาในชีวิต กลายเป็นคนหมดพลังสองคนมานั่งปรับทุกข์ แย่งกันเรียกร้องความสนใจ เหมือนคนหิวโซสองคนนั่งมองจานข้าวเปล่า แล้วแย่งกันขอให้อีกฝ่ายป้อนข้าวให้ ทั้งๆ ที่ในจานไม่มีข้าวแม้แต่เม็ดเดียว
ลองถอยออกมามองกระจกสักนิดเถิดครับท่านผู้อ่าน อวัยวะของเรามีครบสามสิบสองประการ มีสมองไว้ขบคิด มีสองมือไว้สร้างสรรค์งาน มีสองขาไว้ก้าวเดินไปข้างหน้า และมีหัวใจหนึ่งดวงที่สูบฉีดโลหิตหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก ไม่เคยมีเครื่องหมายขีดแดงบอกระดับความจุของวิญญาณเลยว่าเรามีแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์
การที่เราพูดกันติดปากว่า มนุษย์เราเกิดมาไม่สมบูรณ์ จึงไม่ได้หมายความว่าเราเป็นชิ้นส่วนที่ขาดวิ่นในเชิงคุณค่าความเป็นคน หากแต่หมายถึงเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังมีพื้นที่ให้เรียนรู้ เติบโต และพัฒนาได้ตลอดเวลาต่างหาก ความไม่สมบูรณ์คือเสน่ห์ที่ทำให้เรายังมีเรื่องราวให้ค้นคว้าทดลอง ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำตัวอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเพื่อรอให้ใครมาชุบชีวิต
ถ้าท่านยังไม่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเองในยามที่นั่งรับประทานข้าวต้มร้อนๆ เพียงลำพัง ถ้าท่านยังรู้สึกกระวนกระวายใจเพียงเพราะต้องเดินซื้อของใช้ส่วนตัวคนเดียว ต่อให้ท่านไปพบเจอคนที่ใครๆ ต่างยกย่องว่างดงามเพียบพร้อมดั่งภาพวาด ท่านก็ไม่มีวันอิ่มเอมใจได้หรอกครับ เพราะข้างในของท่านมันยังกลวงโบ๋ เมื่อข้างในกลวง ต่อให้เอาทองคำเปลวมาปิดทับภายนอก มันก็ยังคงเป็นโพรงที่ไร้แก่นสารอยู่นั่นเอง
ความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมและยั่งยืนที่สุดในโลกใบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการเอาเศษเสี้ยวสองชิ้นที่เว้าๆ แหว่งๆ มาทากาวตราช้างประสานรอยร้าวเข้าด้วยกัน หากแต่เป็นเรื่องของคนสองคน ที่ต่างคนต่างขัดเกลาจิตใจ ประกอบร่างสร้างตัวตนจนกลายเป็น มนุษย์เต็มคน หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์อันเข้มแข็ง แล้วตัดสินใจเดินเคียงข้างกันด้วยความสมัครใจ
เมื่อคนเต็มร้อยสองคนมารวมตัวกัน สมการแห่งความสุขมันจะไม่ใช่ ครึ่งบวกครึ่งเท่ากับหนึ่ง แต่มันคือ หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับพลังมหาศาลที่พร้อมจะเกื้อหนุน ผลักดัน และประคับประคองซึ่งกันและกัน ยามที่คนหนึ่งสะดุดล้ม ส่งบอลพลาด หรือโดนสกัดล้มลง อีกคนก็มีเรี่ยวแรงและความนิ่งพอที่จะฉุดดึงเพื่อนร่วมทีมขึ้นมาได้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องพลอยล้มคว่ำคะมำหงายไปด้วย
เลิกเสียเถิดครับกับการนั่งตัดพ้อโชคชะตา เลิกเฝ้ารอคอยให้อีกครึ่งหนึ่งที่สาบสูญขี่ม้าขาวมาเคาะประตูบ้าน หันกลับมารักตัวเอง ดูแลสุขภาพร่างกาย ออกกำลังกายให้กระปรี้กระเปร่า รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หาน้ำผลไม้คั้นสดอร่อยๆ มาดื่ม เคี้ยวขนมขบเคี้ยวอย่างเพลิดเพลินใจ พัฒนาทักษะการทำงาน และสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าของตัวเองให้ได้ในทุกๆ วัน
จงทำให้ตัวเองเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อม เป็นมนุษย์ที่มีความสุขและเปล่งประกายได้ด้วยตัวเอง แล้วเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม หากจะมีใครสักคนก้าวเข้ามาในชีวิต การเข้ามาของเขาจะต้องไม่ใช่การเข้ามาเป็นอวัยวะส่วนที่ขาดหาย หากแต่เข้ามาเป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ทำให้โลกใบเดิมที่สดใสอยู่แล้วของท่าน ทวีความงดงามและน่าอยู่ยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าทวีคูณ
จำไว้เถิดครับท่านทั้งหลาย ท่านไม่ใช่ครึ่งมนุษย์ที่ชำรุดรอซ่อมแซม แต่ท่านคือมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้ด้วยการตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเอง เดินหน้าใช้ชีวิตให้เต็มเหนี่ยวอย่างสง่างามเถิดครับ
#ปรัชญาความรัก #ตามหาอีกครึ่งหนึ่ง #ความรัก #เนื้อคู่ #เพลโต #จิตวิทยาความรัก #การพัฒนาตนเอง #ความสัมพันธ์ #การรักตัวเอง