🌸
🧩

ความรักคือศิลปะที่ต้องบ่มเพาะ ชำแหละทักษะความรักที่คนส่วนใหญ่สอบตก

mon @mon 🕒 1w ago ✏️ แก้ไขเมื่อ 14h ago

ความเข้าใจผิดระดับจักรวาลของมวลมนุษยชาติ ที่คิดว่าเรื่องของความรัก มันเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าประทาน เป็นเรื่องของการเสี่ยงเซียมซีตามวัดวาอาราม หรือไม่ก็เป็นการนอนกระดิกเท้ารอให้กามเทพยิงศรเข้ามาปักอกแบบส้มหล่น โอ้โห... พ่อคุณแม่คุณเอ๋ย ถ้าความรักมันง่ายดายเหมือนการเดินไปกดน้ำเปล่าหน้าปากซอย ป่านนี้ประชากรโลกคงเดินยิ้มแป้นจับมือกันร้องเพลงสรรเสริญความสุขรอบกองไฟไปหมดแล้ว ไม่ต้องมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่า ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญกันระงมเมืองเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ปัญหามันอยู่ที่คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ เข้าใจคำว่า ศิลปะแห่งการรัก ผิดเพี้ยนไปไกลลิบโลก

คนเรามักจะเข้าใจว่า ปัญหาหลักของความรักคือการ ทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นที่รัก หรือพูดภาษาชาวบ้านให้เห็นภาพก็คือ ทำอย่างไรให้ตัวเองดูดี มีเสน่ห์ น่าสนใจ จนมีคนเดินเข้ามารุมตอมเหมือนขนมหวานราดน้ำผึ้งฉ่ำๆ บางคนก็เลยมุ่งมั่นอยู่กับการปั้นแต่งเปลือกนอกอย่างเอาเป็นเอาตาย เข้าคลินิกเสริมความงามทุกสัปดาห์ แต่งตัวติดแกลมประหนึ่งเดินพรมแดงเมืองคานส์ โพสต์รูปอวดความหรูหราหมาเห่าในโลกออนไลน์ หรือไม่ก็พยายามสะสมทรัพย์สินเงินทองเพื่อสร้างความมั่นคงทางฐานะ เพราะเชื่อว่าถ้าตัวเองสมบูรณ์แบบดั่งภาพวาด ความรักก็จะวิ่งเข้ามาหาเองโดยอัตโนมัติ

นอกจากนั้น หลายคนยังหลงคิดไปอีกว่า ความรักเป็นเรื่องของ การตามหาคนที่ใช่ หรือการมองหา วัตถุแห่งความรัก ที่เหมาะสม ถ้ายังไม่เจอคนที่ตรงสเปก สูง ขาว สปอร์ต ใจดี อารมณ์ขัน ก็แปลว่าโชคชะตายังไม่เข้าข้าง แต่ถ้าวันใดได้เจอคนที่ถูกตาต้องใจตรงตามเช็กลิสต์ทุกข้อ เดี๋ยวความรักอันแสนสุขก็จะบังเกิดขึ้นมาเองอย่างปาฏิหาริย์

นี่คือภาพลวงตาทางความคิดที่ร้ายกาจที่สุดที่นักปรัชญาและนักจิตวิทยาระดับตำนานอย่าง เอริช ฟรอมม์ เคยชำแหละเอาไว้ในหนังสืออันเลื่องชื่อเรื่อง ศิลปะแห่งการรัก

ฟรอมม์บอกไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยครับว่า ความรักไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนฝนตกฟ้าร้อง และไม่ใช่เรื่องของการนั่งรอพบเจอคนที่ถูกใจ หากแต่ความรักนั้นคือ ศิลปะ แขนงหนึ่ง ซึ่งมีสถานะไม่ต่างอะไรจากศิลปะการวาดภาพ ศิลปะทางดนตรี หรือแม้กระทั่งศาสตร์และศิลป์ในการเล่นฟุตบอลระดับอาชีพ

คิดตามผมดูเถิดครับท่านผู้อ่าน มีใครในโลกนี้บ้างที่อยากจะเป็นจิตรกรเอกระดับโลก แต่กลับไม่เคยหยิบพู่กันขึ้นมาฝึกปาดสี ไม่เคยเรียนรู้เรื่ององค์ประกอบของแสงและเงา วันๆ นั่งเฝ้ารอคอยแต่ทิวทัศน์อันงดงามริมหน้าต่าง แล้วก็บ่นพึมพำว่าเมื่อไหร่จะได้วาดรูปสวยๆ เสียที หรือมีใครบ้างที่อยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ แต่ไม่เคยออกไปวิ่งเรียกความฟิต ไม่เคยฝึกจับบอลแรก ไม่เคยซ้อมแปบอลให้ตรงเป้าหมาย เอาแต่เฝ้ารอให้สโมสรยักษ์ใหญ่ส่งแมวมองมาเซ็นสัญญาไปร่วมทัพ มันไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

พอเป็นเรื่องความรัก ทุกคนกลับทำตัวเหมือนคนตาบอดคลำช้าง อยากมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น งดงาม ยั่งยืนประหนึ่งคู่รักในเทพนิยาย แต่กลับไม่เคยคิดที่จะฝึกฝน ทักษะในการรัก แม้แต่น้อย

ท่านทั้งหลายต้องแยกแยะให้ออกก่อนนะครับ ระหว่าง การตกหลุมรัก กับ การยืนระยะในความรัก สองคำนี้หน้าตาคล้ายกันแต่ความหมายต่างกันราวฟ้ากับเหว

การตกหลุมรัก มันเป็นเพียงแค่ปฏิกิริยาเคมีในสมองที่พลุ่งพล่าน มันคือความตื่นเต้นเร้าใจยามที่คนแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามาชนกัน กำแพงแห่งความเหงาพังทลายลงชั่วคราว โลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพูพาสเทล มองอะไรก็ดีงามไปหมด ปล่อยมุกแป้กก็ยังหัวเราะชอบใจ ประหนึ่งว่าได้พบเจอคู่แท้ที่พลัดพรากกันมาเจ็ดชั่วโคตร แต่นั่นมันเป็นแค่การจุดไม้ขีดไฟก้านแรกครับคุณพี่ มันสว่างวาบ ร้อนแรง แต่ก็มอดดับลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อเปลวไฟลามจนหมดก้าน

พอหมดช่วงโปรโมชั่น อาการตาสว่างก็เริ่มทำงาน ความตื่นเต้นจืดจางลง กลายเป็นความคุ้นชิน ความน่าเบื่อ และข้อบกพร่องของแต่ละฝ่ายเริ่มผุดขึ้นมาให้เห็น ทีนี้แหละครับ จากที่เคยคิดว่าเข้ากันได้ดีดั่งปี่กับขลุ่ย ก็เริ่มกลายเป็นการเปิดศึกวิวาทะ ทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ตั้งแต่เรื่องไม่ยอมปิดฝายาสีฟัน ไปจนถึงเรื่องขับรถเข้าเลนผิด

แล้วมนุษย์เราทำอย่างไรต่อ ทายซิครับ ก็สรุปเอาง่ายๆ ว่า เราคงไม่ได้เกิดมาคู่กัน หรือ หมดรักกันแล้ว จากนั้นก็โบกมือลา แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง แล้วก็เริ่มต้นวงจรอุบาทว์ใหม่อีกรอบ ด้วยการออกตระเวนตามหาคนที่ใช่คนต่อไป เพื่อจะไปตกหลุมรักรอบใหม่ แล้วก็ไปเลิกรากันในจุดเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนหนูวิ่งติดจั่น

นี่แหละครับคือผลพวงของการมองว่าความรักเป็นแค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ทักษะที่ต้องบ่มเพาะ

การที่ท่านจะเข้าถึง ศิลปะแห่งการรัก ได้นั้น ตามหลักการแล้ว ท่านต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบสำคัญสี่ประการ ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักค้ำยันอาคารแห่งความสัมพันธ์ไม่ให้ถล่มลงมาทับหัวตัวเอง

เสาต้นแรกคือ ความใส่ใจดูแล ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งเพ้อฝัน แต่คือการลงมือปฏิบัติอย่างกระตือรือร้น เหมือนคนปลูกต้นไม้ ถ้าท่านบอกว่าท่านรักต้นไม้ต้นนี้มาก แต่ท่านไม่เคยรดน้ำ ไม่เคยพรวนดิน ไม่เคยยกกระถางออกไปรับแสงแดดยามเช้า ปล่อยให้ใบเหี่ยวเฉาแห้งกรอบ แล้วมานั่งบ่นว่าต้นไม้นี้ช่างเอาใจยากเหลือเกิน นั่นไม่ได้เรียกว่าความรักหรอกครับ นั่นเรียกว่าความเห็นแก่ตัว ความรักต้องการการบำรุงรักษาในชีวิตประจำวัน ต้องการการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ถามไปตามมารยาทแบบแกนๆ

เสาต้นที่สองคือ ความรับผิดชอบ และโปรดเข้าใจให้ถูกต้องด้วยนะครับว่า ความรับผิดชอบในที่นี้ ไม่ใช่เรื่องของการแบกรับภาระหนี้สิน หรือการทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่มันคือความพร้อมที่จะตอบสนองต่อความต้องการทางจิตวิญญาณและอารมณ์ของอีกฝ่าย เมื่อคนที่เรารักกำลังเผชิญกับวันที่เลวร้าย เราพร้อมที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นผู้รับฟังที่ดี โดยไม่รีบด่วนตัดสินหรือสั่งสอนแบบผู้รู้แจ้งเห็นจริง

เสาต้นที่สามคือ ความเคารพให้เกียรติ ซึ่งข้อนี้ถือเป็นจุดตายของคู่รักยุคใหม่เลยทีเดียว การเคารพหมายถึงการมองเห็นคนรักในแบบที่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่การพยายามเข้าไปจัดแจง ควบคุม ดัดแปลง หรือบงการชีวิตเขาให้กลายเป็นหุ่นเชิดตามความต้องการของตัวเรา หลายคนอ้างว่าทำไปเพราะรัก แต่พฤติกรรมกลับละม้ายคล้ายผู้คุมเรือนจำ คอยเช็กข้อความในโทรศัพท์มือถือ คอยจับผิดทุกฝีก้าว แบบนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าศิลปะแห่งการรักครับ เขาเรียกว่าการแสดงความเป็นเจ้าของเยี่ยงนายทุนหน้าเลือด

และเสาต้นที่สี่คือ ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่รู้ว่าเขาชอบดื่มน้ำส้มคั้นหรือชอบเคี้ยวคุกกี้รสช็อกโกแลต แต่เป็นการเข้าใจไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ รู้ว่าเขามีความกลัวอะไร มีบาดแผลในอดีตตรงไหน และเข้าใจว่าทำไมในบางวันที่เขาแสดงอารมณ์หงุดหงิดงี่เง่า แท้จริงแล้วข้างในของเขากำลังต้องการอ้อมกอดและความมั่นใจมากเพียงใด

ยิ่งไปกว่านั้น การจะฝึกฝนศิลปะแขนงนี้ได้ มันเรียกร้องสิ่งสำคัญที่สุดที่คนรุ่นเรามักจะขาดแคลน นั่นคือ วินัย สมาธิ และความอดทน

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไวปานสายฟ้าแลบ สั่งอาหารรอสิบนาทียังกระวนกระวาย ดูคลิปวิดีโอเกินหนึ่งนาทียังเลื่อนหนี คนเราเลยพลอยใจร้อนกับเรื่องความสัมพันธ์ไปด้วย อยากได้ความเข้าใจแบบสำเร็จรูป อยากให้ความขัดแย้งคลี่คลายในสามวินาที พอต้องมานั่งปรับความเข้าใจ ต้องมาใช้ความอดทนในการประคับประคอง ก็เกิดอาการถอดใจ โวยวายว่าเหนื่อย แล้วก็พับเสื่อเก็บกระเป๋าหนีปัญหาไปอย่างง่ายดาย

ลืมไปแล้วหรือครับว่า ของดีไม่มีทางได้มาฟรีๆ และของฟรีไม่เคยมีของดี นักดนตรีระดับปรมาจารย์ต้องซ้อมดีดสายเครื่องดนตรีจนนิ้วด้านเป็นตุ่มไต นักกีฬาชั้นยอดต้องวิ่งก้มหน้าเสียเหงื่อวันละหลายชั่วโมง แล้วท่านคิดว่าความรักที่งดงาม มั่นคง ดุจหินผา มันจะหล่นลงมาจากฟากฟ้าโดยที่ท่านไม่ต้องออกแรงฝึกฝนขัดเกลาอีโก้ของตัวเองเลยกระนั้นหรือ

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในศิลปะแห่งการรัก ที่หลายคนมักจะมองข้ามไปอย่างไม่น่าให้อภัย ก็คือ การรักตัวเองอย่างแท้จริง

จำไว้เถิดครับท่านผู้อ่าน คนที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับตัวเองได้อย่างสงบสุข คนที่ยังรังเกียจความโดดเดี่ยว และต้องคอยวิ่งหาใครสักคนมาชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตให้ตลอดเวลา ย่อมไม่มีทางมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่ใครได้ เพราะท่านไม่ได้รักเขาด้วยความอิ่มเอม แต่ท่านกำลังเกาะเกี่ยวเขาไว้เพื่อประทังความหิวโหยทางจิตใจของตัวเองต่างหาก

จงหยุดทำตัวเป็นผู้บริโภคความรักที่เอาแต่นั่งรอช้อปปิ้งหาคู่ครองที่สมบูรณ์แบบ แล้วลุกขึ้นมาเป็น ศิลปินแห่งความรัก ที่พร้อมจะเรียนรู้ ฝึกฝน ลงมือสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ด้วยความเข้าใจและเสียสละ

เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านเรียนรู้ที่จะรักเป็น เมื่อนั้นท่านจะไม่กลัวความผิดหวัง ไม่กลัวความโดดเดี่ยว และไม่จำเป็นต้องร้องขอความรักจากใครเหมือนขอทานทางอารมณ์ เพราะหัวใจของท่านได้กลายเป็นบ่อน้ำพุแห่งความรักที่เปี่ยมล้น และพร้อมจะรินหลั่งความอบอุ่นให้แก่ผู้คนรอบข้างได้อย่างไม่รู้จบสิ้น

รักให้เป็น รักให้มีศิลปะ แล้วชีวิตคู่จะไม่ใช่สนามรบที่มีแต่ผู้แพ้ แต่จะเป็นสังเวียนแห่งการเติบโตที่งดงามและสง่างามที่สุดในชีวิตของมนุษย์เราครับ

#ความรัก #ศิลปะแห่งการรัก #จิตวิทยาความรัก #ปรัชญาความรัก #การพัฒนาตนเอง #ความสัมพันธ์ #การรักตัวเอง #ทักษะชีวิต

🔗 แชร์บทความนี้ — เลือก Facebook · LINE · X (Twitter) หรือคัดลอกลิงก์

📚 บทความที่เกี่ยวข้องในหมวดนี้

สังเวียนความรักหรือสงครามยึดครอง ถอดรหัสปรัชญาของซาร์ตร์

เปิดฟีดโซเชียลมีเดียยามเช้า มาสะดุดตากับสเตตัส ฉันรักเธอมาก ยอมมอบให้ทั้งชีวิต แต่ทำไมเธอถึงไม่ยอมเป็นไปตามที่ฉันต้องการ อ่านแล้วแ…

mon 🕒 1w ago

ชำแหละปรัชญาตามหาอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต

ชำแหละปรัชญาตามหาอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต คนเราเกิดมาแหว่งวิ่น เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งๆ กลางๆ ที่ต้องระหกระเหินเดินโซซัดโซเซไปทั่วสารทิศ…

mon 🕒 1w ago