เสียงกริ่งบอกเวลาพักเที่ยงดังสนั่นไปทั่วโถงทางเดินของโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังแห่งหนึ่ง เสียงฝีเท้าของนักเรียนนับร้อยที่กรูออกมาจากห้องเรียนดังระงมเหมือนคลื่นมนุษย์ที่กำลังโถมเข้าสู่โรงอาหาร สำหรับคนอื่น นี่คือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและการนินทาเรื่องดาราหรือซีรีส์เรื่องล่าสุด แต่สำหรับ 'แพร' เด็กสาวร่างเล็กในชุดนักเรียนที่รีดจนเรียบกริบ เธอกำลังจ้องมองโลกในรูปแบบที่ต่างออกไป
ทันใดนั้น โลกทั้งใบในสายตาของแพรก็เกิดการ 'ซ้อนทับ' ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวก่อนจะปรากฏเป็นเงาร่างจางๆ ของเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น แพรเห็นภาพตัวเองเดินเลี้ยวโค้งตรงหัวมุมทางเดิน แล้วจู่ๆ เธอก็ถูกชนอย่างแรงโดยนักกีฬาบาสเกตบอลร่างยักษ์ที่วิ่งไล่ตามเพื่อน จนทำให้กล่องนมในมือของเธอหกเลอะเทอะเปื้อนกระโปรงสีน้ำเงินเข้มจนเป็นดวงกว้าง ความรู้สึกอับอายและเสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างในนิมิตนั้นชัดเจนจนเธอรู้สึกขนลุก
แพรหยุดกะทันหัน เธอหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อปรับลมหายใจ พลังนี้มักจะมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน และมันจะแสดงให้เธอเห็นอนาคตที่ใกล้ที่สุด ซึ่งไม่เคยเกิน 10 นาที เธอเรียกมันว่า 'เศษเสี้ยวเวลา' มันไม่ใช่การทำนายดวงชะตาที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือการเห็นอุบัติเหตุเล็กน้อย การทำของตก หรือคำพูดที่กำลังจะถูกพ่นออกมาจากปากของใครบางคน
'หนึ่ง... สอง... สาม...' แพรเริ่มนับถอยหลังในใจ
เมื่อถึงวินาทีที่สิบ เธอตัดสินใจก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวและเบี่ยงตัวหลบเข้าข้างกำแพงอย่างแนบเนียน ในวินาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่ของนักกีฬาบาสเกตบอลก็วิ่งพรวดพราดผ่านจุดที่เธอเคยยืนอยู่ไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงตะโกนไล่หลังเพื่อนว่า 'หยุดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!'
แพรลอบถอนหายใจเบาๆ ความรู้สึกโล่งอกปนความโดดเดี่ยวแล่นเข้ามาในใจ เธอรอดพ้นจากคราบน้ำนมแล้ว แต่เธอก็ต้องแลกมันด้วยความรู้สึกที่ว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ 'ปัจจุบัน' อย่างแท้จริง เธอใช้ชีวิตอยู่ในช่องว่างระหว่าง 'สิ่งที่กำลังจะเกิด' กับ 'สิ่งที่เกิดขึ้นจริง' เสมอมา
แพรเดินต่อไปยังดาดฟ้าของอาคารเรียน สถานที่เดียวที่เธอสามารถปลีกตัวจากความวุ่นวายได้ เธอทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้เก่าๆ พลางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาจดสิ่งที่เกิดขึ้น พลังนี้เริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เธอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จากเดิมที่เห็นเพียงภาพเลือนลาง กลายเป็นภาพที่ชัดเจนจนน่ากลัว บางครั้งเธอก็เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น เช่น การทะเลาะกันของครูในห้องพักครู หรือความลับที่เพื่อนสนิทซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้ม
ขณะที่เธอกำลังจะปิดสมุดบันทึก จู่ๆ ภาพซ้อนทับครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนเธอรู้สึกปวดแปลบที่ขมับ ภาพที่เห็นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เธอมักจะเห็นเขาเดินผ่านหน้าห้องเรียนเสมอ เขากำลังยืนอยู่บนขอบระเบียงดาดฟ้าในจุดที่เธอเพิ่งเดินผ่านมา สายตาของเขาว่างเปล่าและสิ้นหวัง ในมือของเขากำลังจะปล่อยมือจากราวเหล็กเพื่อทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง
แพรสะดุ้งโหยง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรีบมองนาฬิกาข้อมือ... อีก 7 นาที ภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริง
ความตื่นตระหนกเข้าจู่โจมเธออย่างรวดเร็ว ปกติแล้วแพรจะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงเหตุการณ์ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่รู้ว่าการเปลี่ยนเส้นทางของโชคชะตาจะส่งผลกระทบอะไรตามมา แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของนมที่หกหรือการเดินชนกัน แต่มันคือชีวิตของคนหนึ่งคน
'จะทำยังไงดี?' เธอถามตัวเองด้วยความสับสน
หากเธอวิ่งไปช่วย เธออาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในสายตาเขา หรือเขาอาจจะโกรธที่เธอเข้ามาวุ่นวาย แต่หากเธอปล่อยให้มันเกิดขึ้น เธอจะต้องมีชีวิตอยู่กับภาพเหตุการณ์นั้นไปตลอดกาล ความเงียบของดาดฟ้าถูกทำลายด้วยเสียงลมที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ แพรลุกขึ้นยืน ขาสั่นเทาแต่สายตามุ่งมั่น เธอรู้ดีว่า 10 นาทีต่อจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่สงบสุข (และโดดเดี่ยว) ของเธอไปตลอดกาล
เธอเริ่มออกวิ่ง กลับไปยังจุดที่เห็นในนิมิต โดยที่ไม่รู้เลยว่า การช่วยชีวิตคนในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่ความลับที่ลึกซึ้งกว่าพลังที่เธอมี และจะเปิดประตูสู่โลกที่ความบังเอิญไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว... หรือบางที เธออาจจะเป็นคนเดียวที่สามารถเขียนบทเรียนบทใหม่ให้กับโลกใบนี้ได้
ทันใดนั้น โลกทั้งใบในสายตาของแพรก็เกิดการ 'ซ้อนทับ' ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวก่อนจะปรากฏเป็นเงาร่างจางๆ ของเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น แพรเห็นภาพตัวเองเดินเลี้ยวโค้งตรงหัวมุมทางเดิน แล้วจู่ๆ เธอก็ถูกชนอย่างแรงโดยนักกีฬาบาสเกตบอลร่างยักษ์ที่วิ่งไล่ตามเพื่อน จนทำให้กล่องนมในมือของเธอหกเลอะเทอะเปื้อนกระโปรงสีน้ำเงินเข้มจนเป็นดวงกว้าง ความรู้สึกอับอายและเสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างในนิมิตนั้นชัดเจนจนเธอรู้สึกขนลุก
แพรหยุดกะทันหัน เธอหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อปรับลมหายใจ พลังนี้มักจะมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน และมันจะแสดงให้เธอเห็นอนาคตที่ใกล้ที่สุด ซึ่งไม่เคยเกิน 10 นาที เธอเรียกมันว่า 'เศษเสี้ยวเวลา' มันไม่ใช่การทำนายดวงชะตาที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือการเห็นอุบัติเหตุเล็กน้อย การทำของตก หรือคำพูดที่กำลังจะถูกพ่นออกมาจากปากของใครบางคน
'หนึ่ง... สอง... สาม...' แพรเริ่มนับถอยหลังในใจ
เมื่อถึงวินาทีที่สิบ เธอตัดสินใจก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวและเบี่ยงตัวหลบเข้าข้างกำแพงอย่างแนบเนียน ในวินาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่ของนักกีฬาบาสเกตบอลก็วิ่งพรวดพราดผ่านจุดที่เธอเคยยืนอยู่ไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงตะโกนไล่หลังเพื่อนว่า 'หยุดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!'
แพรลอบถอนหายใจเบาๆ ความรู้สึกโล่งอกปนความโดดเดี่ยวแล่นเข้ามาในใจ เธอรอดพ้นจากคราบน้ำนมแล้ว แต่เธอก็ต้องแลกมันด้วยความรู้สึกที่ว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ 'ปัจจุบัน' อย่างแท้จริง เธอใช้ชีวิตอยู่ในช่องว่างระหว่าง 'สิ่งที่กำลังจะเกิด' กับ 'สิ่งที่เกิดขึ้นจริง' เสมอมา
แพรเดินต่อไปยังดาดฟ้าของอาคารเรียน สถานที่เดียวที่เธอสามารถปลีกตัวจากความวุ่นวายได้ เธอทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้เก่าๆ พลางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาจดสิ่งที่เกิดขึ้น พลังนี้เริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เธอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จากเดิมที่เห็นเพียงภาพเลือนลาง กลายเป็นภาพที่ชัดเจนจนน่ากลัว บางครั้งเธอก็เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น เช่น การทะเลาะกันของครูในห้องพักครู หรือความลับที่เพื่อนสนิทซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้ม
ขณะที่เธอกำลังจะปิดสมุดบันทึก จู่ๆ ภาพซ้อนทับครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนเธอรู้สึกปวดแปลบที่ขมับ ภาพที่เห็นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เธอมักจะเห็นเขาเดินผ่านหน้าห้องเรียนเสมอ เขากำลังยืนอยู่บนขอบระเบียงดาดฟ้าในจุดที่เธอเพิ่งเดินผ่านมา สายตาของเขาว่างเปล่าและสิ้นหวัง ในมือของเขากำลังจะปล่อยมือจากราวเหล็กเพื่อทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง
แพรสะดุ้งโหยง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรีบมองนาฬิกาข้อมือ... อีก 7 นาที ภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริง
ความตื่นตระหนกเข้าจู่โจมเธออย่างรวดเร็ว ปกติแล้วแพรจะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงเหตุการณ์ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่รู้ว่าการเปลี่ยนเส้นทางของโชคชะตาจะส่งผลกระทบอะไรตามมา แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของนมที่หกหรือการเดินชนกัน แต่มันคือชีวิตของคนหนึ่งคน
'จะทำยังไงดี?' เธอถามตัวเองด้วยความสับสน
หากเธอวิ่งไปช่วย เธออาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในสายตาเขา หรือเขาอาจจะโกรธที่เธอเข้ามาวุ่นวาย แต่หากเธอปล่อยให้มันเกิดขึ้น เธอจะต้องมีชีวิตอยู่กับภาพเหตุการณ์นั้นไปตลอดกาล ความเงียบของดาดฟ้าถูกทำลายด้วยเสียงลมที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ แพรลุกขึ้นยืน ขาสั่นเทาแต่สายตามุ่งมั่น เธอรู้ดีว่า 10 นาทีต่อจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่สงบสุข (และโดดเดี่ยว) ของเธอไปตลอดกาล
เธอเริ่มออกวิ่ง กลับไปยังจุดที่เห็นในนิมิต โดยที่ไม่รู้เลยว่า การช่วยชีวิตคนในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่ความลับที่ลึกซึ้งกว่าพลังที่เธอมี และจะเปิดประตูสู่โลกที่ความบังเอิญไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว... หรือบางที เธออาจจะเป็นคนเดียวที่สามารถเขียนบทเรียนบทใหม่ให้กับโลกใบนี้ได้